วันนี้ผมไปเจอเปเปอร์ชิ้นหนึ่งของ Jochem Kotthaus จากปี 2023 ที่ชื่อว่า "On love: Notes on the construction of meaning in romantic relationships" ที่มาชำแหละให้เห็นว่าจริงๆ แล้วความรักโรแมนติกที่เราโหยหากันเนี่ย มันไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่มันคือการสร้าง "จักรวาลแห่งความหมาย" (Universe of Meaning) ขึ้นมาต่างหาก
ก่อนที่คุณจะหาว่าผมเป็นพวกตายด้าน ไร้หัวใจ อยากให้ลองฟังตรงนี้ก่อนครับ โดย Kotthaus เขาเปิดประเด็นได้น่าสนใจมากว่า สังคมวิทยาส่วนใหญ่มักจะโยนเรื่องความรักไปให้จิตวิทยาดูแล โดยมองว่าเป็นเรื่องของอารมณ์หรือฮอร์โมนในร่างกาย แต่เขาขอเถียงชนฝาเลยว่า "ความรักไม่ใช่อารมณ์เป็นที่ตั้ง" แต่มันคือผลลัพธ์ของการที่คนสองคนตกลงปลงใจที่จะแยกตัวออกมาจากโลกสาธารณะอันวุ่นวาย แล้วสร้าง "โลกส่วนตัว" ขึ้นมา
ลองจินตนาการง่ายๆ ว่าโลกภายนอกคือตลาดสดที่จอแจ เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ บรรทัดฐาน และความวุ่นวาย แต่พอคุณมีความรัก คุณกับแฟนกำลังช่วยกันก่ออิฐฉาบปูนสร้าง "บังเกอร์ส่วนตัว" ที่มีกฎระเบียบ ภาษา และความหมายที่เข้าใจกันแค่สองคน โดยในบังเกอร์นี้ เรื่องตลกฝืดๆ ของคุณอาจจะกลายเป็นเรื่องขำขันที่สุดในโลก หรือการส่งสติ๊กเกอร์แมวตัวเดียวอาจหมายถึง "ฉันเหนื่อยมาก กอดหน่อย" ซึ่งคนนอกไม่มีวันเก็ท นี่แหละครับคือสิ่งที่เรียกว่า "Private Universe of Meaning" หรือจักรวาลความหมายส่วนบุคคลที่คุณสองคนสร้างขึ้นมาด้วยกัน
ทีนี้ ถามว่าเราสร้างไอ้จักรวาลที่ว่านี้ขึ้นมายังไง? เราไม่ได้เสกมันขึ้นมาด้วยเวทมนตร์นะครับ แต่เราสร้างมันผ่าน "สื่อกลาง" (Media) 4 อย่างที่ทำงานสัมพันธ์กัน อย่างแรกคือ
- การสื่อสาร (Communication) คุณสังเกตไหมว่าเวลาคนจีบกันใหม่ๆ หรือเป็นแฟนกัน ภาษาที่ใช้มันจะมีความเป็น "ภาษาต่างดาว" สำหรับคนอื่น มันมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก (Intimacy) จนเราที่เป็นคนนอกมองว่าน่ารำคาญ หรือเป็นบ้าเหรอ พูดเหมือนคนลิ้นเปลี้ยอะไรทำนองนั้น แต่จริงๆ มันเป็นการพูดคุยเพื่อยืนยันสถานะ "ความเป็นเรา"
- ปฏิสัมพันธ์ (Interaction) อันนี้สำคัญมาก เพราะในโลกสมัยใหม่ (Modernity) ชีวิตเรามันเคว้งคว้างครับ เราเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบทุนนิยมที่น่าเบื่อหน่าย ความรักจึงทำหน้าที่เป็น "หลุมหลบภัย" ให้เรา มันมอบความมั่นคงทางจิตใจ (Ontological Security) ให้เรารู้สึกว่า "เฮ้ย อย่างน้อยฉันก็เป็นคนสำคัญของใครสักคนนะ" ดังนั้นการกลับบ้านไปเจอแฟน มันคือการกลับไปสู่โลกที่เราควบคุมได้ ไม่เหมือนโลกข้างนอกที่เจ้านายสั่งอะไรเราก็ต้องทำ
- กิจกรรมทางเพศ (Sexual Activity) ข้อนี้แซ่บหน่อย คือ Kotthaus ใช้คำที่ฟังดูทุนนิยมจ๋าๆ เรียกสิ่งนี้ว่า "Property" หรือ "ทรัพย์สิน" แต่ใจเย็นครับ! เขาไม่ได้หมายความว่าเรามองแฟนเป็นทาสเซ็กส์ แต่หมายถึงสิทธิ์ในการเข้าถึงร่างกายแบบ "ผูกขาด" (Exclusive) โดยในความสัมพันธ์แบบคู่รัก (Monogamy) การมีเซ็กส์หรือแม้แต่การกอดจูบ มันคือการเซ็นสัญญาทางใจว่า "พื้นที่ตรงนี้ ฉันเข้าได้คนเดียวนะ คนอื่นห้ามยุ่ง" มันคือการขีดเส้นแบ่งระหว่าง "คนรัก" กับ "คนอื่น" ที่ชัดเจนที่สุด ต่อให้ช่วงหลังๆ เซ็กส์อาจจะห่างหายไปบ้างตามกาลเวลา (หรือตามภาระงานที่ถมทับ) แต่สิทธิ์ในการเข้าถึงนี้ก็ยังเป็นเครื่องยืนยันสถานะของจักรวาลคู่รักอยู่ดี เปรียบเหมือนคุณได้เป็นเจ้าของพื้นที่ บ้าน คอนโดในโลกความเป็นจริงอ่ะครับ
- อารมณ์ (Emotion) คุณอาจจะคิดว่าความรู้สึกรักมันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เปล่าเลยครับ ในทางสังคมวิทยา เราเรียกสิ่งนี้ว่า "Emotional Labor" หรือ "แรงงานทางอารมณ์" ใช่ครับ ความรักคือ "งาน" ชนิดหนึ่ง! เราถูกสังคมสอนมาว่าต้องรู้สึกยังไงในสถานการณ์ไหน วันครบรอบต้องดีใจ แฟนป่วยต้องเป็นห่วง เราต้อง "จัดการ" ความรู้สึกตัวเองให้เข้ากับบทบาทของการเป็นคนรัก เราสร้างบรรยากาศโรแมนติก จุดเทียน เปิดเพลง เพื่อบิ๊วให้อารมณ์มันเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่ความเสแสร้งนะครับ แต่มันคือความพยายามที่จะรักษาจักรวาลความรักนี้ไว้ให้รอดตามบริบทที่สังคมมอบให้ บอมรับมาเหอะน่าว่าแสงแทนสลัวๆ มันโรแมนติกในตัวมันเองที่ไหน ถ้าสังคมไม่ร่วมกันทำตามต่อๆกัน
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะเริ่มรู้สึกว่า "โธ่... แล้วความโรแมนติกมันอยู่ตรงไหน?" ชีวิตจริงก็ต้องทำงาน ชีวิตรักยังเป็นงานอีกเหรอ เราขอบอกว่าความโรแมนติกยังอยู่ครับ มันคือความพยายาม (หรือความดิ้นรน) ของเรานี่แหละครับ ในโลกทุนนิยมที่กว้างใหญ่และไร้หัวใจ ความรักทำให้เราอยากจะมีตัวตน มีความหมายกับใครซักคน นี่แหละ โคตรโรแมนติก
แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน จุดแข็งที่สุดของความรักในจักรวาลที่สองเราสร้างคือคือ "ความเป็นส่วนตัว" (Privacy) มีแค่เธอกับเราสองคน และนั่นก็เป็นจุดอ่อนที่สุดเช่นกัน เพราะจักรวาลนี้มีประชากรแค่ 2 คนนี่แหละ ถ้าวันหนึ่งใครคนใดคนหนึ่งเดินออกไป หรือความเชื่อใจมันพังทลาย จักรวาลนี้ไม่ได้แค่ "สั่นคลอน" แต่มัน "ล่มสลาย" ทันที
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเวลาอกหัก เราถึงรู้สึกเหมือนโลกแตก ก็เพราะ "โลก" (ในความหมายของ Universe of Meaning) ที่เราสร้างมากับมือมันแตกจริงๆน่ะสิ งานที่เราสร้างมามันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว แถมความรักสมัยใหม่ยังมีความย้อนแย้ง (Paradox) ตรงที่ว่าเราต้องการความมั่นคงปลอดภัยจากความรัก แต่เราก็เสพติดความเป็นปัจเจกชนของโลกสมัยใหม่ ที่สร้างทางเลือกพร้อมจะ "เท" ความสัมพันธ์ได้ทุกเมื่อถ้ามันไม่ตอบโจทย์ เราสร้างวิมานรักบนความไม่แน่นอน นี่แหละครับคือความท้าทายของความรักยุคใหม่
ดังนั้น นิทานเรื่องนี้เลยสอนให้เรารู้ว่า ความรักไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์หรือบุพเพอาละวาดเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ "งานก่อสร้าง" ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจในการดูแลรักษา (เหมือนบ้านที่ต้องคอยซ่อมหลังคาและกวาดพื้นนั่นแหละครับ) การที่คุณรู้สึกรักใครสักคน มันคือการที่คุณกำลังบอกว่า "ฉันยอมเหนื่อยสร้างโลกใบใหม่ร่วมกับเธอ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องไปเผชิญความโหดร้ายของโลกความจริงเพียงลำพัง" ฟังดูโรแมนติกเนาะ? แต่สุดท้ายนี้ ผมขอยืมคำพูดของนักเขียนชื่อดังอย่าง มาดัดแปลงสักหน่อยเพื่อให้เข้ากับบริบทนี้:
"ความรักไม่ใช่การมองตากัน แต่คือการร่วมมือกันสร้างภาพลวงตาที่งดงามจนเราไม่อยากตื่นมาเจอความจริงต่างหาก" -- Oscar Wildeเราขอให้จักรวาลความรักของทุกคนแข็งแรงนะครับ
Labels: Brain Dump, Topic
แต่เดี๋ยวก่อน... ผมไปเจอเปเปอร์ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ปี 2024 ของ Carlos Gradín ในวารสาร World Development ชื่อว่า "Revisiting the trends in global inequality" ซึ่งแกกระชากหน้ากาก "ข่าวดี" นี้ออกมาดู แล้วพบว่าความจริงมันอาจจะไม่ได้สวยหรูอย่างที่เราคิดครับ
เรื่องมันมีอยู่ว่า เวลาเขาบอกว่า "ความเหลื่อมล้ำลดลง" เขาใช้ไม้บรรทัดที่เรียกว่า "ความเหลื่อมล้ำสัมพัทธ์" (Relative Inequality) วัดครับ อธิบายง่ายๆ คือ สมมติคนจนมีเงิน 10 บาท เพิ่มเป็น 20 บาท (โต 100%) ส่วนคนรวยมี 1,000 บาท เพิ่มเป็น 1,100 บาท (โต 10%) ในทางสถิติแบบสัมพัทธ์ เขาจะบอกว่า "ว้าว! คนจนโตเร็วกว่าคนรวยตั้งเยอะ ช่องว่างแคบลงแล้วนะ!"
แต่ในความเป็นจริง หรือ "ความเหลื่อมล้ำสัมบูรณ์" (Absolute Inequality)... คนจนเงินเพิ่มขึ้นมา 10 บาท แต่คนรวยเงินงอกมาตั้ง 100 บาท! ช่องว่างจริงๆ มันถ่างกว้างขึ้นจาก 990 บาท เป็น 1,080 บาทต่างหาก และนี่แหละครับคือสิ่งที่ Gradín ค้นพบจากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 1950
โดยสาเหตุหลักที่กราฟความเหลื่อมล้ำโลกดูดีขึ้นในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะคนจนทั่วโลกรวยขึ้นพร้อมกันหรอกครับ แต่มันเกิดจาก "จีนและอินเดีย" (ซึ่งประชากรเยอะมาก) พัฒนาประเทศจนคนหลุดพ้นจากความยากจนมหาศาล พอคนพันล้านคนขยับจาก "จนมาก" มาเป็น "พอหาอะไรยาไส้ไปวันๆได้" ค่าเฉลี่ยโลกมันเลยดูดีขึ้นทันตาเห็น (Between-country inequality ลดลง)
แต่ถ้าเราซูมเข้าไปดู "ภายในประเทศ" (Within-country) จะกลายเป็นว่าหนังคนละม้วนเลย เพราะในขณะที่ช่องว่างระหว่างประเทศดูแคบลง แต่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศเดียวกันกลับถ่างกว้างขึ้นในหลายที่ กลายเป็นว่าคนรวยในนิวยอร์กกับคนรวยในเซี่ยงไฮ้ที่พูดคนละภาษา อาจมีอะไรให้คุยกันรู้เรื่อง มากกว่าคุยกับคนจนที่พูดภาษาเดียวกันในประเทศตัวเองซะอีก
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ งานวิจัยนี้ยังเตือนถึงปรากฏการณ์ "Inequality Boomerang" คือไอ้กราฟที่ดูเหมือนความเหลื่อมล้ำกำลังลดลงเนี่ย มันอาจจะกำลัง "ดีดกลับ" ครับ เพราะตอนนี้จีนเริ่มรวยแล้ว การเติบโตของจีนจะไม่ช่วยดึงค่าเฉลี่ยความเหลื่อมล้ำโลกให้ลดลงได้เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เผลอๆ จะกลายเป็นตัวเร่งให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นด้วยซ้ำถ้าประเทศยากจนอื่นๆ (เช่น ในแอฟริกา) โตตามไม่ทัน
ดังนั้นอย่าเพิ่งหลงระเริงกับตัวเลข GDP หรือกราฟสวยๆ ที่บอกว่าโลกเท่าเทียมขึ้นครับ เพราะถ้ามองด้วยตาเปล่าในชีวิตจริง Absolute Gap หรือระยะห่างระหว่างเรากับมหาเศรษฐีมันยังห่างกันเป็นปีแสง ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนยานอวกาศของพวกคนรวยกำลังเร่งเครื่องหนีจักรยานอีแต๋นของเรามากขึ้น ไปไกลขึ้นทุกที
และแน่นอน... ครั้งหน้าถ้าใครมาบอกว่า "ความเหลื่อมล้ำในโลกลดลงแล้ว" ให้ถามเขากลับไป ว่า "วัดแบบ Relative หรือ Absolute ดีคะพี่?" รับรองว่าคำตอบอาจเปลี่ยนไปก็ได้นะ)
Labels: Brain Dump, Topic
ความเหลื่อมล้ำกำลังจะหมดไป(ไหมนะ)
ที่บอกว่าเราเป็นคนกำหนดสื่อ ไม่ใช่เรื่องมโนนะครับ แต่มันมีคำอธิบายทางสังคมรองรับอยู่ อย่างแรกเลยคือ "นักข่าวก็คือคน" ครับ พวกเขาก็ต้องตื่นเช้า เจอรถติด ซื้อข้าวแกงแพงเหมือนเรา ดังนั้นสิ่งที่เขารายงานมันก็สะท้อนมาจากสิ่งที่คนทั่วไปในสังคมรู้สึกกันอยู่แล้ว แถมในโลกทุนนิยม สื่อก็ต้องทำมาหากินครับ ถ้าขยันนำเสนออะไรที่คนอ่านไม่อิน หรือสวนทางกับความรู้สึกมวลชน คนก็แค่เปลี่ยนช่อง หรือปิดหน้าเว็บหนี สื่อถึงต้องพยายามจับทางลมให้ได้ว่าตอนนี้สังคมคิดอะไร แล้วผลิตคอนเทนต์สนองความต้องการนั้น งานวิจัยนี้เขาเลยลองเอาข้อมูลมาวัดกันชัดๆ ด้วยวิธีทางสถิติ (Vector Autoregression) ใน 3 เรื่องหลักๆ ของอเมริกา ดูซิว่าใครแน่กว่าใคร
เริ่มจากเรื่องปากท้องก่อนเลยครับ เวลาเศรษฐกิจแย่ ข่าวบอกเรา หรือเรารู้ตัวก่อน? ผลปรากฏว่า "ความรู้สึกเจ็บปวดทางการเงิน" ของเรานี่แหละครับที่เป็นตัวนำร่อง ข้อมูลชี้ชัดว่าความรู้สึกต่อเศรษฐกิจในอดีต (Retrospections) ของคน ส่งผลต่อโทนข่าวอย่างจัง พูดง่ายๆ คือกระเป๋าตังค์เราแฟบก่อน แล้วพาดหัวข่าวค่อยลงว่าเศรษฐกิจพัง ในทางกลับกัน ข่าวกลับมีผลต่อความรู้สึกเราน้อยกว่ามาก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในอนาคต ข่าวแทบชี้นำเราไม่ได้เลย เพราะคนเราประเมินสถานการณ์จากชีวิตจริงมากกว่าจะเชื่อสิ่งที่หนังสือพิมพ์บอก สรุปง่ายๆ ในยกแรก ประชาชนนำสื่อครับ
ขยับมาที่เรื่องการเมืองกันบ้าง อันนี้พีคกว่า เพราะช่วงเลือกตั้งปี 2016 (ทรัมป์ vs คลินตัน) ใครๆ ก็ด่าว่าสื่อปั้นกระแส ชี้นำผลโพล แต่พอกางข้อมูลออกมาจริงๆ กลับพบว่า "ความนิยมของคน" (Polls) ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดทิศทางข่าว ได้มากกว่าที่ข่าวไปกำหนดความนิยมถึง 6 เท่า!
สุดท้ายแล้ว บทความนี้กำลังบอกเราว่า เลิกโทษสื่อฝ่ายเดียวได้แล้วครับ (หยอกๆ) บทความนี้จะบอกเราว่า การที่เราเห็นข่าวแบบไหนบนหน้าฟีด หรือเห็นสื่อเล่นข่าวอะไรซ้ำๆ ส่วนสำคัญมันเป็นเพราะ "พวกเราเอง" นี่แหละที่ส่งสัญญาณไปบอกเขาว่า "ฉันสนใจเรื่องนี้" "ฉันคิดแบบนี้" เราไม่ได้เป็นแค่ผู้บริโภคที่นั่งอ้าปากรอป้อนข้อมูล แต่เราคือเจ้านายที่สั่งให้สื่อผลิตคอนเทนต์ตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามครับ
Labels: Brain Dump, Topic
สื่อปั่นเรา หรือเราปั่นสื่อ?
คำว่า "แรงงานต่างด้าว" หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Alien Labor" ฟังดูแล้วเหมือนหนังไซไฟใช่ไหมครับ? แต่ถ้าเราถอดแว่นตาแห่งความถูกต้องทางการเมืองออกชั่วคราว แล้วสวมแว่นตานักนิเวศวิทยาเข้าไปแทน เราจะพบความจริงที่น่าสนใจว่า ในเชิงหน้าที่ (Function) แรงงานกลุ่มนี้ทำงานคล้ายกับ "เอเลี่ยนสปีชีส์" (Invasive Alien Species) ในธรรมชาติเปี๊ยบเลยครับ (ออกตัวก่อนว่าไม่ได้จะลดทอนความเป็นมนุษย์ใครนะ แต่กำลังพูดถึงกลไกการทำงานของมันเจ๋ยๆ)
ทำไมน่ะเหรอครับ ก็เพราะลักษณะเด่นของเอเลี่ยนสปีชีส์คือ "อึด ถึก ทน" อยู่ในที่ที่เจ้าถิ่นอยู่ไม่ได้ และขยายพันธุ์ไว (ที่หมายถึงมี Supply จำนวนมาก) ซึ่งแรงงานจากประเทศโลกที่สามก็มีคุณสมบัตินี้ครับ คือยอมรับค่าแรงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กินอยู่ง่าย ในระดับที่คนท้องถิ่นทำไม่ได้แน่ๆ
แต่เคสที่ผมจะเล่าวันนี้ มันล้ำไปกว่านั้นครับ เพราะมันคือ Virtual Alien Labor เรื่องมีอยู่ว่า ร้านอาหารในนิวยอร์กหัวใส จ้างพนักงานรับออเดอร์ผ่าน Zoom ครับ ลองคิดตามคือ คุณเดินเข้าร้านไป ไม่มีพนักงานยืนอยู่ แต่มีหน้าจอ iPad ตั้งไว้ แล้วพนักงานตัวเป็นๆ ก็นั่งยิ้มแฉ่งรับออเดอร์ คิดเงิน คีย์ข้อมูลให้เสร็จสรรพ... ในหน้าจอที่ว่า จากบ้านของเขาที่ ฟิลิปปินส์
หากสงสัยว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ คำตอบเดียวคือ "เงินมันดีต่อทุกฝ่าย" ครับ ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพราะค่าแรงขั้นต่ำนิวยอร์กอยู่ที่ $16/ชม. แต่จ้างผ่าน Zoom จากฟิลิปปินส์ จ่ายแค่ $3.75/ชม. ส่วนต่างมหาศาล! นายจ้างยิ้มแก้มปริ ไม่ต้องจ่ายสวัสดิการ ไม่ต้องสนกฎหมายแรงงานสหรัฐฯ ส่วนลูกจ้างฟิลิปปินส์ก็แฮปปี้ เพราะ $3.75 นี่ถือว่าหรูมากในบ้านเขา ดูเหมือน Win-Win ใช่ไหมครับ?
มีแต่คนชนะ แล้วใครล่ะที่แพ้... นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของหายนะระบบนิเวศเศรษฐกิจ เพราะพฤติกรรมนี้มันเข้าข่าย Invasive Alien Species 2 ข้อเต็มๆ:
- High Tolerance: ทนทานต่อค่าจ้างต่ำที่คนนิวยอร์กไม่มีวันรับได้
- Rapid Reproduction: มี Supply แรงงานมหาศาล ป่วยเหรอ? ลาเหรอ? มีคนรอเสียบอีกเป็นล้าน เพราะงานสบายเงินดี (ในมุมเขาลูกจ้าง)
ผลที่ตามมาในทางเศรษฐศาสตร์เราเรียกว่า "Social Dumping" ครับ คือการเทกระจาดค่าแรงให้ต่ำลงจนคนท้องถิ่นอยู่ไม่ได้ ลองนึกภาพคนนิวยอร์กที่ต้องจ่ายค่าเช่าห้องแพงระยับ ค่าครองชีพสูงปรี๊ด จะไปสู้ราคาค่าตัวกับคนที่นั่งอยู่ในประเทศที่ค่าครองชีพถูกกว่า 5 เท่าได้ยังไง? สุดท้ายคนท้องถิ่นก็ตกงาน ไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย
และความพินาศขั้นต่อไปคือ Economic Leakage หรือ "เงินรั่วไหล" ครับ ปกติถ้าจ้างคนในพื้นที่ เงินเดือนเขาก็จะหมุนเวียนในชุมชน ไปซื้อของชำ จ่ายค่าตัดผม เศรษฐกิจมันก็หมุน แต่พอจ้างผ่าน Zoom ปุ๊บ เงิน $3.75 นั้นบินข้ามโลกไปฟิลิปปินส์ทันทีครับ เงินไม่หมุนในนิวยอร์ก ชุมชนก็แห้งตาย นี่คือปรากฏการณ์ "Race to the Bottom" หรือการแข่งกันลงเหว ที่สุดท้ายพังกันหมดทั้งระบบ
จากข่าวที่ผมอ่านพบว่าตอนนี้ชาวนิวยอร์กเริ่มรู้ตัวแล้วครับ เริ่มมีการ Boycott ร้านพวกนี้ ซึ่งก็เหมือนปฏิกิริยาของ "เจ้าถิ่น" (Native Species) ที่ต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อความอยู่รอด อารมณ์เดียวกับที่บ้านเรารณรงค์ล่า "ปลาหมอคางดำ" นั่นแหละครับ ขืนปล่อยไว้ วันหนึ่งเราเองนี่แหละจะไม่มีอะไรกิน
แต่ว่าอย่าไปโกรธโทษคนฟิลิปปินส์ครับ แรงงานแบบเราๆ ก็เหมือนปลาหมอคางดำ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่หรือไม่ได้มีตัวเลือกมาขนากนั้น เราแค่พยายามมีชีวิตรอดตามสัญชาตญาณ ตัวการที่แท้จริงคือ "นายทุน" ต่างหาก ที่เป็นคนนำ Alien Species เข้ามาเพื่อ Maximize Profit โดยไม่สนว่าระบบนิเวศเดิมจะพังพินาศแค่ไหน
นี่คือความน่ากลัวของ Global Capitalism หรือทุนนิยมไร้พรมแดนที่แสวงหา Arbitrage (ส่วนต่างราคา) อย่างบ้าคลั่ง จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ "Telemigration" (การอพยพผ่านระบบดิจิทัล) ที่แม้แต่รัฐบาลก็รับมือยาก เพราะจะสร้างกำแพงกั้นไม่ได้ หรือกันเขตแดนก็ไม่ได้ เพราะเขาอยู่บนโลกออนไลน์และการตรวจสอบก็ทำได้ยากสุดๆ
ดังนั้น ถ้าเจอร้านแบบนี้ สิ่งที่เราทำได้คือ "อย่าสนับสนุน" ครับ และเรียกร้องให้รัฐมีกฎระเบียบ (Regulation) มาควบคุมอัปเดตตามเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ต่อให้เหมือนเกมแมวไล่จับหนูก็ต้องทำ ไม่อย่างนั้นในอนาคต เราอาจจะเดินเข้าร้านกะเพราปากซอย แล้วต้องสั่งอาหารกับป้าที่นั่งอยู่อีกซีกโลกก็ได้... หรือเหตุการณ์นั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นหรอกครับ เพราะถึงตอนนั้นเราอาจจะตกงานจนไม่มีเงินสั่งข้าวกะเพรากินแล้วก็ได้ใครจะรู้
Labels: Brain Dump, Topic
แรงงานต่างด้าวคล้ายกับเอเลี่ยนสปีชีส์
สมัยเรียนมหาลัยปี 1 ผมเคยลงเรียนวิชาพื้นฐานรหัส TU10x (จำชื่อเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่เนื้อหายังตราตรึง) วันนั้นอาจารย์เปิดคลาสด้วยคำถามที่ฟังดูเหมือนง่ายแต่ตอบยากชะมัดว่า "คุณคิดว่าการนินทา คือการต่อสู้ขัดขืน หรือการยอมจำนนต่ออำนาจ?"
ตอนนั้นด้วยความเลือดร้อนวัยรุ่น ผมตอบไปอย่างมั่นใจเลยครับว่า "มันต้องเป็นการต่อสู้สิครับอาจารย์! เราเกลียดมัน เราด่ามันลับหลัง นี่คือการแสดงจุดยืนว่าเราไม่เอาด้วย!" แต่คำเฉลยของอาจารย์กลับทำเอาผมแปลกใจ เพราะในทางสังคมวิทยาแล้ว การนินทาคือเครื่องมือที่ยืนยันว่าอำนาจนั้นยัง "ศักดิ์สิทธิ์" และ "แข็งแรงดี" ต่างหากครับ
ทำไมถึงเป็นงั้น? ลองคิดดูดีๆ นะครับ ถ้าเรามีอำนาจเหนือใครสักคนจริงๆ หรือเราจัดการปัญหาได้ เราจะเสียเวลานินทาไหม? ไม่ใช่ไหมครับ เราคงเดินไปสั่ง เดินไปด่า หรือทุบๆๆ ให้มันจบๆ ไป แต่ที่เราต้องหลบมาซุบซิบในมุมมืด ก็เพราะเรารู้ตัวดีว่า "สู้ซึ่งหน้าไม่ได้" ไงล่ะ
James Scott นักรัฐศาสตร์เจ้าของแนวคิด Weapons of the Weak (อาวุธของผู้อ่อนแอ) เคยอธิบายไว้ว่า การนินทามันทำหน้าที่เป็น Safety Valve หรือ "วาล์วระบายความดัน" ครับ ลองนึกภาพหม้อต้มแรงดันที่กำลังเดือดปุดๆ ถ้าไม่มีรูระบายไอน้ำ หม้อคงระเบิดเละเทะ (เกิดการประท้วง, การลาออกยกทีม, หรือการลุกฮือร้องเรียนหัวหน้า)
ดังนั้น ผู้มีอำนาจที่ฉลาดๆ มักจะ "อนุญาต" (แบบเนียนๆ) ให้มีการนินทาลับหลังครับ เขาจะแกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอด ไม่รู้ไม่เห็น เพราะเขารู้ว่าตราบใดที่ลูกน้องยังจับกลุ่มนินทา แปลว่าลูกน้องได้ระบายความโกรธออกไปแล้ว พอกลับมาทำงานก็ก้มหน้าก้มตาทำต่อโดยไม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอะไร สรุปคือ อำนาจของเขาก็ยังอยู่ยั้งยืนยงเหมือนเดิม
ความพีคมันอยู่ที่นิยามของคำว่า "ผู้มีอำนาจ" ด้วยครับ ถ้าอ้างอิงแนวคิด Micro-power ของ Foucault อำนาจไม่ได้แปลว่าต้องเป็น CEO หรือนายกฯ เสมอไป แต่มันอยู่ที่ว่า "ใครคุมทรัพยากร"
ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดสุดคือ "ป้าแม่บ้าน" ครับ สมมติคุณเอาโยเกิร์ตที่แกะและกินไปแล้วครึ่งนึง ไปแช่ตู้เย็นไว้ครึ่งเดือนไม่ยอมกินให้หมดซักที ดองไว้จนกินพื้นที่ของคนอื่นจนลืม ป้าแม่บ้านมาเจอเข้าเลยโยนทิ้งถังขยะ คุณโกรธแทบตายแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะป้ามี "อำนาจในการบริหารจัดการตู้เย็น" ที่คุณไม่มี คุณเดินไปสั่งป้าไม่ได้ คุณเลยทำได้แค่เดินกลับมาที่โต๊ะแล้วนินทาป้ากับเพื่อนร่วมงานว่า "โห ป้าแม่งทิ้งของอีกละ" เห็นไหมครับ การนินทาป้า คือเครื่องยืนยันว่า ณ หน้าตู้เย็นนั้น ป้าแม่บ้านมี Power เหนือคุณ
นอกจากนี้ การนินทายังทำหน้าที่เช็คชื่อความเป็นพวกเดียวกัน (In-group) ว่า "เฮ้ย พวกเรายังเกลียดไอ้นั่นเหมือนกันใช่มะ" ใครแตกแถวไม่ร่วมวงนินทาก็จะโดนดีดออกไป ซึ่งหัวหน้างานชอบมากครับ เพราะมันช่วยคุมพฤติกรรมคนในองค์กรให้อยู่ในร่องในรอยโดยที่เขาไม่ต้องลงมาด่าเอง
แต่! (ตัวโตๆ) ว่าถ้าเสียงนินทามันเริ่มดังจน "ข้ามเส้น" กลายเป็นการวิจารณ์ในที่แจ้ง หรือเริ่มสั่นคลอนเก้าอี้ เมื่อนั้นผู้มีอำนาจจะไม่แกล้งโง่แล้วครับ เขาจะลงมาจัดการทันที ไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งจะโกรธนะ แต่เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูว่า "กฎยังเป็นกฎ" และเขายังคุมเกมอยู่ต่างหาก
บทเรียนจากวิชานั้นเปลี่ยนมุมมองผมไปเลยครับ จากที่เคยรู้สึกสะใจเวลานินทาเพื่อนร่วมงานที่ไม่ชอบ กลายเป็นว่าทุกครั้งที่เริ่มอ้าปาก ผมจะฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่า "นี่เรากำลังยอมรับว่าเราอ่อนแอกว่าเขาอยู่หรือเปล่า? ทำไมเราไปเผชิญหน้ากับเขาตรงๆวะ เผื่อปัญหามันจะได้แก้"
ดังนั้น ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในสถานะที่อ่อนแอกว่าจริงๆ หรือถ้าปัญหานั้นมันแก้ได้ เลิกนินทาเถอะ (ฮ่าๆๆๆ) แล้วเดินออกไปจัดการกับปัญหาตรงๆ ดีกว่า เพราะการนินทาอาจช่วยให้สบายใจ แต่มันไม่เคยช่วยให้เราชนะปัญหานั้นได้จริงๆ เลยสักครั้งเดียว
Labels: Brain Dump, Topic
การนินทาคือเครื่องมือของผู้อ่อนแอ
Labels: Brain Dump, Topic
เพราะมนุษย์เปราะบางเราถึงอยู่รอด
ในโลกปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาที่จับต้องไม่ได้อย่างเพลง หนัง ซีรีส์ เกม ฯลฯ กลายเป็นของมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก อย่างในสหรัฐฯ มีการประเมินว่า ทรัพย์สินทางปัญญาช่วยขับเคลื่อน GDP ไปกว่าหนึ่งในสาม ( ดูสถิติเพิ่มเติมที่นี่ ) ดังนั้นการที่เจ้าของลิขสิทธิ์จะจริงจังกับการปกป้องผลงานของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไร เพราะมันคือ “เครื่องจักรทำเงิน” สำคัญของเขา ถ้าเป็นเรา ก็คงไม่อยากให้ใครมาลักกินฟรีเหมือนกัน
คำอธิบายยอดฮิตที่มักได้ยินเวลาพูดถึงการละเมิดลิขสิทธิ์คือ “ถ้าของถูกลิขสิทธิ์เข้าถึงง่ายและราคาไม่แพง คนส่วนใหญ่ก็ยอมจ่ายอ่ะนะ” ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปก็พอเห็นภาพอยู่ สมัยที่เรายังไม่มีแอปสตรีมมิง เพลงส่วนใหญ่มักถูกดาวน์โหลดจากเว็บเถื่อน ผ่านโปรแกรมแชร์ไฟล์อย่าง Limewire (แอบแก่ไปหน่อย), 4shared(ก็ยังแก่อยู่นะ) หรือการแปลงวิดีโอจาก YouTube เป็นไฟล์ .mp3(ไม่ต่างกัน -,,-) เพื่อเอามาฟังกันเอง แต่พอมีบริการอย่าง iTunes, Apple Music หรือแพลตฟอร์มฟังเพลงฟรีมีโฆษณาอย่าง Joox, Spotify ช่องทางเก่าๆ อย่าง 4shared ก็เริ่มเลือนหาย คนที่เคย “ผิดกฎหมาย” มาก่อนก็ไม่ได้เลวถึงขั้นอยากละเมิดตลอดเวลา เปลี่ยนมาใช้บริการพวกนี้กัน ที่เคยเป็นคนชั่วนั้นเพียงเพราะตอนนั้นมันไม่มีทางเลือกอื่นที่เข้าถึงง่ายและอยู่ในงบที่จ่ายไหวเท่านั้นเอง
กรณีภาพยนตร์ก็คล้ายกัน ช่วงต้นยุค 2000s การโหลดบิตผ่านระบบ P2P อย่าง BitTorrent พุ่งสูงมาก แต่พอ Netflix เข้ามา ทำให้การ “ดูหนังเถื่อน” กลายเป็นเรื่องเชย คนจำนวนไม่น้อยหันไปสมัครสมาชิกแบบถูกลิขสิทธิ์ ทั้งๆ ที่อินเทอร์เน็ตก็เร็วขึ้น โหลดบิตก็เร็วขึ้น เว็บไซต์อย่าง The Pirate Bay ก็ยังอยู่เหมือนเดิม แต่พอทางเลือกถูกกฎหมายมันง่ายพอ สะดวกพอ และไม่แพงจนเกินไป คนก็พร้อมจะปรับตัว เห็นไหมครับ คนเราไม่ได้เลวบริสุทธิ์หรอก ถ้ามีทางเลือกที่เหมาะสมให้ คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากเป็นคนเลวไปตลอด
อย่างไรก็ตาม พอเวลาผ่านไป เราไม่ได้มีแค่ Netflix แล้วครับ แต่ดันมี Hulu, Amazon Prime, HBO Go, Disney+ ฯลฯ ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ถึงจะ “เข้าถึงง่าย” อยู่ แต่สำหรับหลายคนเริ่ม “จ่ายไม่ไหว” แล้ว ดังนั้นการกลับไปใช้วิธี Torrenting เลยเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ( ดูรายงานจาก VICE ) ภาพตรงนี้บอกเราชัดเจนว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้ผูกอยู่กับศีลธรรมส่วนบุคคลอย่างเดียว แต่เกี่ยวพันกับปัจจัยทางการตลาด เศรษฐกิจ และโครงสร้างรายได้ของผู้บริโภคด้วยนะ
เวลามีคนละเมิดลิขสิทธิ์ ก็มักมีเสียงสวนกลับมาว่า “ถ้าคนมันจะดีจริง ๆ ก็ไม่ทำสิ เงินไม่มี ก็อย่าไปดู” คือถ้าพูดแบบนี้ก็เหมือนเปรียบว่าคนไม่มีเงินซื้อรถ ถ้าไม่ขโมย ก็เลือกเดินทางด้วยวิธีอื่น แต่การเทียบการดูเถื่อนเท่ากับการขโมยรถนั่นอาจไม่ง่ายนัก ในแง่ “ผิดกฎหมายเหมือนกัน” อาจจะถูกครับ แต่ในแง่ผลกระทบเชิงสังคมมันเทียบกันตรงๆ แบบนั้นไม่ได้ เพราะสื่อบันเทิงอย่างเพลง หนัง ซีรีส์ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ความบันเทิงส่วนตัวเท่านั้น มันยังทำงานในฐานะ “วัฒนธรรมร่วม” ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วย (อธิบายง่ายๆ คือเราไม่มีรถส่วนตัว ไปใช้รถสาธารณะเราถึงจุดหมายเหมือนกัน แต่เราไม่ได้ดูแนนโน๊ะ เราไปดูหนังเรื่องอื่นที่ดูฟรีแทน มันคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่องนะ-- สำหรับคุณผู้ชายจ๋าๆ ผมขอแนะนำให้เทียบกับการดูบอล แทนที่จะเป็นคนชั่วดูบอลเถื่อน เปลี่ยนเป็นคนดีไปดูไตรกีฬาที่ถ่ายทอดฟรีแบบนี้จะคุยกับเพื่อนพรุ่งนี้เช้ารู้เรื่องยังไงครับ)
ลองจินตนาการว่าเป็นเราอยู่หมู่บ้านเล็กๆ แต่ไม่เคยไปร่วมงานศพ งานแต่งของใครเลย เราไม่ตายหรอก แต่เราจะกลายเป็นคนนอกอย่างชัดเจน หนังหรือซีรีส์ดังๆ ก็ทำหน้าที่คล้ายๆ กัน ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเพื่อนกะเทย แต่ไม่เคยดู หอแต๋วแตก เลย เวลาเพื่อนพูดประโยค “หล่อนมีพิรุธอีกแล้วนะ” หรือ “ที่เจ๊ไล่หนูออกจากบ้าน…” คุณอาจยืนงงว่าขำตรงไหน หรือถ้าไม่เคยดู Harry Potter หรือ Star Wars คุณจะพลาดมุกมีมบนโลกออนไลน์ไปเยอะมาก รวมถึงในกรณีซีรีส์ เด็กใหม่ ซีซัน 1 ที่เคยฮิตจนมีมีมแนนโน๊ะเต็มไทม์ไลน์ ก็ยิ่งทำให้คนจำนวนมาก “ไม่อยากตกขบวน” ในซีซัน 2 ตรรกะเดียวกันเลย
ถ้าคุณไม่ดู คุณก็จะเก็ตไม่หมดว่าคนแชร์ต่อๆ กันเรื่องอะไร หัวเราะอะไร ภาวะแปลกแยกจากวงสนทนาแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่สัตว์สังคมอย่างมนุษย์ชอบนัก และนี่คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมคนถึงพยายามหาทางเข้าถึงคอนเทนต์เหล่านี้ แม้บางครั้งจะต้องล้ำเส้นกฎหมายก็ตาม (ย้ำอีกทีว่าผมไม่ได้บอกว่า “จำเป็น” จนใช้เป็นข้ออ้างได้ แต่กำลังชี้ให้เห็นอิทธิพลทางสังคมของสื่อเหล่านี้เน้อ)
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือภาพลวงตาที่เจ้าของลิขสิทธิ์บางรายสร้างขึ้นมาว่า ถ้าคนไม่เลือกช่องทางถูกกฎหมาย ก็แปลว่า “ต้อง” ไปใช้ช่องทางผิดกฎหมายเสมอ เหมือนโลกมีแค่ขาวหรือดำ ไม่มีพื้นที่สีเทา ตัวอย่างชัดๆเลย คือกรณีที่สมาคมอุตสาหกรรมเพลงของอเมริกา (RIAA) ยื่นฟ้องโปรแกรม Limewire แล้วประเมินความเสียหายแบบ 1:1 ว่าทุกครั้งที่มีการดาวน์โหลดเถื่อนหนึ่งครั้ง เท่ากับเจ้าของลิขสิทธิ์เสียโอกาสขายไปหนึ่งชุด พอเอาจำนวนดาวน์โหลดทั้งหมดไปคูณ กลายเป็นตัวเลขความเสียหายระดับหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสื่ออย่าง Forbes ยังต้องออกมาชี้ว่าตัวเลขดังกล่าวมากกว่ามูลค่าทุกสิ่งที่ผลิตได้ทั้งปีของทั้งโลกเสียอีก การคิดแบบตรงไปตรงมาว่า “โหลดหนึ่งครั้ง = เสียรายได้หนึ่งครั้ง” จึงไม่สอดคล้องกับความจริง และเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวพอสมควร
ในทางกลับกัน งานวิจัยจากหลายประเทศกลับพบว่า คนที่มีพฤติกรรมเสพสื่อแบบผิดลิขสิทธิ์จำนวนไม่น้อย เป็นกลุ่มที่จ่ายเงินซื้อของถูกลิขสิทธิ์ในปริมาณสูงด้วย ( ดูรายงานจากสหราชอาณาจักร/ฝรั่งเศส ) คือไม่ได้เป็น “โจรเต็มตัว” อย่างที่มักถูกวาดภาพไว้ และในชีวิตจริงคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินพอจะซื้อหรือสมัครทุกแพลตฟอร์ม ทุกเรื่อง ทุกเพลงอย่างถูกต้องครบถ้วน จึงเกิดพฤติกรรม “แชร์บัญชี” ดูซีรีส์จากแอคเคานต์เพื่อน ซึ่งในแง่รายได้ของเจ้าของเนื้อหา ถือว่าไม่ได้ต่างจากการละเมิดลิขสิทธิ์มากนัก เพียงแต่เป็นโซนสีเทาที่สังคมเงียบๆ กลับยอมรับได้ซะงั้น อย่างนี้จะเรียกว่าความสัมพันธ์กับคนที่เข้าถึงลิขสิทธิ์ช่วยให้เราละเมิดลิขสิทธิ์ได้ถูกต้องไหมครับ เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ไม่ได้เงินใดเพิ่มๆ จากจำนวนการรับชมที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน?
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า “คนเลวบริสุทธิ์ไม่มีอยู่จริง” นะครับ แน่นอนว่ามีบางคนที่ต่อให้มีเงิน มีช่องทางถูกกฎหมายพร้อม ก็ยังเลือกละเมิดอยู่ดี และเราคงกำจัดคนกลุ่มนี้ให้หายไปจากโลกไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือ “ลดสัดส่วน” ของเขาให้เหลือน้อยที่สุด จนไม่มีนัยสำคัญต่อระบบ โดยการแก้ไขเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง เช่น ความเหลื่อมล้ำ รายได้ขั้นต่ำ ความยากจน ระดับการพัฒนาประเทศ ฯลฯ (POVนักอ่าน: ไอ้นี่ พูดแต่ให้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ซ้ำๆ น่ารำคาญว่ะ 5555) แต่มันจะทำยังไงล่ะครับ จะเห็นว่าประเทศที่มีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์สูง มักสัมพันธ์กับปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ด้วย ( ตัวอย่างบทความจาก The Guardian ) การแก้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์จึงไม่อาจมองแยกขาดจากบริบทเศรษฐกิจและการเมืองได้นั่นเอง
แน่นอนว่าการใช้กฎหมายก็ยังจำเป็น แต่การหวังพึ่งโทษแรงๆ อย่างจำคุกหนัก หรือแม้แต่ในบางประเทศที่ถึงขั้นประหารชีวิตคนเรามันยังกล้าทำเลยครับ อาจไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่ แต่ดูกรณีคนเกาหลีเหนือแอบดูซีรีส์เกาหลีใต้สิครับ ดูอิทธพลการการอยากเสพสื่อ ต่อให้รู้ว่าเสี่ยงถึงตายยังทำเลย ( ดูข่าวตัวอย่างกรณีเกาหลีเหนือ )
ดังนั้นการลงโทษแรงๆ มันไม่ได้แก้รากของปัญหาอย่างแท้จริง เพราะตราบใดที่สื่อเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็น “บัตรผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม” มากกว่าความบันเทิงส่วนตัว คนก็ยังหาทางเข้าถึงอยู่ดี ทางออกที่เป็นไปได้มากกว่า คือทำให้โครงสร้างพื้นฐานของชีวิตคนส่วนใหญ่ดีขึ้นพอที่เขาจะ “เข้าถึงของถูกลิขสิทธิ์ได้จริง” ทั้งในแง่ราคาและโครงข่ายเทคโนโลยี แล้วใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มที่ตั้งใจละเมิดอย่างจริงจังไม่กี่เปอร์เซ็นต์ให้ชัดเจน เพราะถ้าจะหว่านแหจับหมดมันก็จะมีวิธีหลบหลีกไปเรื่อยๆ เพราะจำนวนคนที่ละเมิดมันคุ้มให้ทำไงครับ (ถ้าคนมีคนพอจะดูแบบถูกกฎหมาย คนเลวบริสุทธิ์ที่เลือกจะดูหนังเถื่อนมันจะน้อย จนเว็บเถื่อนไม่มีเงินจากโฆษณาเว็บพนันพอไปจ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์จริงไหมครับ)
สุดท้าย ขอย้ำกันโดนด่าผมไม่ได้มีเจตนาตั้งใจจะสร้างความชอบธรรมให้การละเมิดลิขสิทธิ์ หรือบอกว่าคนละเมิดไม่ผิดกฎหมาย แต่แค่อยากชวนให้มองเพิ่มอีกมุมว่า “คนละเมิดลิขสิทธิ์ = คนเลว” แล้วจบแค่ตรงนั้น เพราะข้างหลังการกระทำหนึ่งครั้ง มักซ้อนทับด้วยปัจจัยอีกมากที่เราไม่เห็น ทั้งเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม โครงสร้างสังคม และรูปแบบการเข้าถึงทรัพยากรทางวัฒนธรรม
ในทางสังคมวิทยา เราสามารถใช้กรอบคิดเรื่อง deviance ของ Émile Durkheim มามองได้ด้วยว่า สังคมที่ก้าวหน้าในเชิงปฏิบัติ ไม่อาจไม่มี deviance (พวกไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม) เลย เพราะการจะให้เป็นแบบนั้น หมายถึงเราต้องใช้การควบคุมแบบฟาสซิสต์สุดโต่ง และขณะเดียวกันถ้า deviance มากจนกลายเป็น “ส่วนใหญ่” ของสังคม (เช่นละเมิดลิขสิทธิ์เยอะมากๆ) เราก็คงต้องกลับไปตั้งคำถามเชิงระบบแทนแล้ว ว่าปัญหาจริงๆ มันคืออะไรกันแน่ นอกจากนี้ในบางกรณี deviance เองก็สร้างสิ่งใหม่ให้สังคมได้เช่นกันนะ เช่น ซอฟต์แวร์ Open-Source จำนวนหนึ่งที่เกิดจากคนไม่อยากจ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงๆ เยอะมากๆ จนนักพัฒนามองเห็น แล้วหันมาพัฒนาซอฟแวร์สาธารณะแทน
Labels: Topic